สนใจสร้างเวปค้าขาย สวยๆ ดีดี ราคาถูก คุณภาพสูง รวมค่าโฮสและโดเมน และ SSLให้แล้ว โทร 098-963-5591

newbrand-header3.png
Tuesday, 10 March 2020 13:13

ตับ และ การเริ่มต้นของอาการมะเร็งตับ

Written by
Rate this item
(0 votes)

ตับอักเสบ  เชื้อไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis B virus)

รู้เท่าทัน ไวรัสตับอักเสบบี (HBV)

โรคตับอักเสบบี คืออะไร
ตับอักเสบบี คือ การอักเสบของเซลล์ตับ อันเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV) การอักเสบจะทำให้เซลล์ตับตาย หากเป็นเรื้อรังจะเกิดพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับได้

ไวรัสตับอักเสบ ติดต่อกันอย่างไร

การติดเชื้อที่พบบ่อย คือการถ่ายทอดจากมารดาที่ติดเชื้อสู่ทารก แต่ในปัจจุบันจะลดลงมาก เพราะการฉีดวัคซีนให้ทารกที่คลอดมาจะช่วยป้องกันได้เกือบร้อยละ 100 ดังนั้นการติดต่อที่สำคัญในปัจจุบัน คือทางเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ โดยไม่ได้ป้องกัน ซึ่งไวรัสตับอักเสบบี สามารถติดต่อได้ง่ายกว่าเชื้อไวรัสเอดส์ การสัก เจาะหู หรือการฝังเข็ม โดยอุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อไม่ถูกต้อง การได้รับเลือด และส่วนประกอบของเลือดที่ไม่จำเป็น ก็อาจเป็นสาเหตุได้ แต่พบได้น้อยมากในการตรวจกรองของธนาคารเลือดในปัจจุบัน

หากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะมีอาการอย่างไร

·อาการอ่อนเพลียคล้ายเป็นหวัด
·คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด
·จุกแน่นใต้ชายโครงขวาจากตับโต
·ปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง
อาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นในเวลา 2-3 สัปดาห์ และร่างกายจะค่อยๆ กำจัดไวรัสตับอักเสบบีออกไปพร้อมๆ กับการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีซ้ำอีก ผู้ป่วยร้อยละ 5-10 อาจโชคไม่ดี ไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้ เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง โดยเฉพาะหากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ผู้ป่วยบางรายจะมีอักเสบของตับร่วมด้วย ซึ่งหากมีการอักเสบตลอดเวลาจะทำให้มีการตายของเซลล์ตับ เกิดมีพังผืดเพิ่มมากขึ้นจนเป็นตับแข็งในที่สุด ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งกลายเป็นมะเร็งตับซ้ำเติม

 

แพทย์สามารถวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบบี ได้อย่างไร 

   การวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบบี ในปัจจุบันทำได้ง่ายมาก เพียงตรวจเลือดในปริมาณเล็กน้อย เพื่อหาเปลือกของไวรัส (HBsAg) ก็จะทราบได้ว่าท่านมีไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งแพทย์อาจตรวจหาหลักฐานว่ามีตับอักเสบหรือไม่ โดยการตรวจระดับเอนไซม์ของตับ (AST/ALT) โดยในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง แพทย์อาจนัดตรวจ 1-2 ครั้ง ในเวลาห่างกันทุกๆ 1-2 เดือน ก็จะทราบได้ว่าท่านมีตับอักเสบเรื้อรังหรือไม่ นอกจากนั้นแพทย์อาจตรวจปริมาณไวรัสโดยทางอ้อมด้วยการตรวจ HBeAg หรือตรวจนับไวรัสในเลือดโดยตรง เพื่อประเมินปริมาณของไวรัส ก่อนการรักษา แพทย์อาจจะตรวจชิ้นเนื้อตับโดยใช้เข็มขนาดเล็กเจาะผ่านผิวหนัง หลังจากฉีดยาชาซึ่งการตรวจชิ้นเนื้อนี้จะให้ข้อมูลที่สำคัญอย่างมาก เกี่ยวกับการอักเสบของตับ

5 ข้อลดเสี่ยงโรคตับอักเสบบี

   1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมัน

   2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่หักโหม

   3. ควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะทำให้ตับถูกทำลายมากขึ้น

   4. อัลตร้าซาวด์ และตรวจสุขภาพประจำปี

   5. งดอาหารที่มีสารอัลฟาท็อกซิน เช่น ในถั่วลิสง พริกป่น เป็นต้น


การป้องกัน

   ไวรัสตับอักเสบบี สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน  โดยแนะนำสำหรับ

  • ·ผู้ที่ตรวจเลือดแล้วไม่พบว่าติดเชื้อมาก่อน
  • ·ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคนี้
  • ·ผู้ป่วยไตวายที่ต้องฟอกไต
  • ·ผู้ที่อาจมีภูมิต้านทานบกพร่องในอนาคต

เกิดผังผืด

 

ไวรัสตับอักเสบเป็นอีกโรคหนึ่งที่สามารถพบได้บ่อยมากในประเทศไทย โดยไวรัสทั้งหลายเหล่านี้ มีลักษณะการติดต่อซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามแต่ล่ะชนิดของไวรัส โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเภท ได้แก่

  • ไวรัสตับอักเสบ A
  • ไวรัสตับอักเสบ B
  • ไวรัสตับอักเสบ C
  • ไวรัสตับอักเสบ D
  • ไวรัสตับอักเสบ E

ชนิดของโรคไวรัสตับอักเสบ

สามารถแบ่งอาการออกเป็น 2 ชนิด คือ ตับอักเสบเฉียบพลัน และ ตับอักเสบเรื้อรัง

ตับอักเสบเฉียบพลัน

เป็นไม่นานก็หายเองได้ ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะมีอาการแค่ 2 – 3 สัปดาห์ ไม่เกิน 2 เดือน ผู้ป่วยจะหายขาดเป็นปลิดทิ้ง แต่ก็มีบางส่วนที่พัฒนากลายมาเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ส่วนบางรายก็ติดเชื้ออย่างรุนแรงจนเสียชีวิต

อาการเบื้องต้น คือ ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ มีอาการวิงเวียน พะอืดพะอม อยากอาเจียน ไม่อยากทานอาหาร บางรายอาจพบผื่นขึ้นตามตัว ท้องเสีย ปัสสาวะสีเข้ม ร่างกายและดวงตาเหลือง บางรายอาการตัวเหลืองจะหายเองในช่วง 1 – 2 สัปดาห์ แต่บางรายก็อาจจะใช้เวลานานถึง 2 – 3 เดือนเลยทีเดียว แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะหายได้ ไม่ต้องกังวล

ผู้เป็นโรคไวรัสตับอักเสบB มีแค่ 5 – 10 % ที่จะมีโอกาสพัฒนากลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ส่วนผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบC มักจะมีโอกาสเป็นตับอักเสบเรื้อรังร้อยละ 85 ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง

โรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง

ไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง จะปรากฏอาการยาวนานเกิน 6 เดือน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

  • Chronic Persistent เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีอาการรุนแรงแต่อาจอักเสบมากขึ้นได้
  • Chronic Active Hepatitis ตับจะถูกทำลายจนเกิดอาการตับแข็ง

สำหรับผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง มักไม่มีอาการเกิดขึ้น และเชื้อก็จะทำลายตับไปเรื่อยๆ จนตับแข็ง และก็จะกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด

สาเหตุของการเกิดโรคตับอักเสบ

  • เกิดจากการรับเชื้อไวรัสที่มีมากมายหลายชนิด คือ ชนิด A , B , C , D , E
  • ดื่มเครื่องดื่มหรือใช้ดื่มภาชนะร่วมกันกับผู้ป่วยที่เป็นพาหะ
  • เกิดจากยาบางชนิด เช่น ยารักษาวัณโรค halothane, isoniazid , phenytoin, valproic acid, sulfonamide drugs เป็นต้น และถ้าหากคุณได้รับ acetaminophen หรือพาราเซ็ตตามอล เป็นเวลาติดต่อกันนานๆ ในปริมาณที่สูงมากเกินไปก็สามารถทำให้ตับถูกทำลายได้
  • เกิดจากเชื้อบางตัว เช่น ไทฟอยด์,มาลาเรีย เป็นต้น

การตรวจหาเชื้อด้วยวิธีทางการแพทย์

  • ตรวจดูสภาพตับ
  • ตรวจชิ้นเนื้อของตับ ซึ่งต้องมีการเจาะออกไปเพื่อนำไปตรวจ
  • ตรวจการทำงานของตับจากแพทย์เฉพาะทาง ถ้าแพทย์พบว่ามีอาการผิดปกติ ก็จะขอตรวจเดือนละ 1 ครั้งติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือนเพื่อยืนยัน
Read 750 times Last modified on Tuesday, 10 March 2020 13:34
More in this category: « กรดไหลย้อน

Leave a comment

Make sure you enter all the required information, indicated by an asterisk (*). HTML code is not allowed.